ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้เถาขนาดกลางชนิดหนึ่ง ลําต้นจะเลื้อยพันกับต้นไม้อื่น โดย อาศัยลําต้นพันรัดไม่มีมือจับที่มักพบอยู่ตามชายป่าดิบ ชอบอาศัยพันเกาะเกี่ยว กับต้นไม้ใหญ่ มีเถาที่แข็งแรงมาก ลักษณะของเถานั้นจะกลม เป็นข้อปล้องสีเขียว ไม่มีเนื้อไม้ เถาอ่อนสีเขียวเป็นมัน เถาแก่สีขาว อาจยาวได้ถึง 20 เมตร เลื้อยพาด พัด ไปตามต้นไม้อื่น ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปขอบขนาน รูปไข่ รูปไข่แกมขอบ ขนานหรือรูปใบหอกแคบ กว้าง 4-7 เซนติเมตร ยาว 8-14 เซนติเมตร ขอบใบเว้า เล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเกลี้ยง ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีม่วง แกมนํ้าเงิน สีม่วงอมฟ้าหรือสีขาว ใบประดับสีเขียวประสีนํ้าตาลแดง ออกเป็น ช่อตามซอกใบ ห้อยลงมีใบประดับสีเขียวประ กลีบดอกแผ่ออกเป็นรูปแตร ยาว 4-8 เซนติเมตร ปลายแยก 5 แฉก ดอกยาว 4-5 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 9 เซนติเมตร ผลแห้งแตก รูปทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 1 เซนติเมตร ส่วน ปลายสอบแหลมเป็นจะงอยยาว 2-3 เซนติเมตร เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีกจากส่วนบน

ถิ่นกำเนิด :

มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบทั่วไปตามชายป่าดิบ ป่าละเมาะ

การใช้ประโยชน์ :

บัญชียาหลักแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2554 ใช้เป็นยารางจืด (ถอนพิษ ไข้ แก้ร้อนใน) ในรูปยาแคปซูล ยาชง สูตรตํารับ ผงของใบรางจืดโตเต็มที่

ส่วนที่นำมาใช้ :

-รากผสมกับเลือดหิน ต้มให้หญิงดื่มขณะอยู่ไฟหลังคลอด ทำให้สุขภาพดี

การกระจายพันธุ์ :

สามารถขยายพันธุ์ได้ 3 วิธี ได้แก่ เพาะเมล็ด ปักชำ และตอนกิ่ง

ช่วงเวลามีดอกและผล :

ออกดอก ธันวาคม-มีนาคม ออกผล มกราคม-พฤษภาคม

ข้อควรระวัง :

ควรระวังการใช้ ในผู้ป่วยเบาหวาน เพราะอาจเกิดภาวะนํ้าตาลในเลือดตํ่า - ควรระวังการใช้ ในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาอื่นอย่างต่อเนื่องเพราะยารางจืดอาจเร่งการ ขับยาเหล่านั้น ออกจากร่างกาย ทําให้ประสิทธิผลของยาลดลง นํ้าคั้นใบสด แก้ไข้ ถอนพิษ

อนุกรมวิธาน

FAMILY : ACANTHACEAE

a