ช่วงฤดูหนาวของทุกๆ ปี ซึ่งเป็นเวลาที่แถบตอนเหนือของโลกเริ่มมีอุณหภูมิลดลงและเย็นจัด ภูมิประเทศปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งส่งผลให้ไม่มีอาหารให้ฝูงนกกินอย่างเพียงพอ ฝูงนกจึงจำเป็นที่ต้องย้ายถิ่นเพื่อความอยู่รอดโดยพากันอพยพ บินเป็นระยะทางไกลหลายพันกิโลเมตร ลงมาทางตอนใต้ที่มีอากาศอบอุ่นกว่า มีแหล่งอาศัยที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตสืบทอด เผ่าพันธุ์ และมีแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์กว่าแถบตอนเหนือทีเย็นและบางพื้นที่น้ำแข็งปกคลุม ฝูงนกอพยพเหล่านี้จะใช้ชีวิตอยู่ทางตอนใต้ตลอดช่วงฤดูหนาว จนเมื่อฤดูหนาวผ่านพ้น นกเหล่านี้ก็ได้เวลาบินกลับทางตอนเหนือกลับไปอาศัยและขยายพันธุ์ยังถิ่นเดิมหมุนเวียนไปเช่นนี้ทุก ปี
นกยังเป็นตัวบ่งชี้ ถึงความเป็นไปในธรรมชาติ เช่น ฤดูกาล และสภาพแวดล้อม ฯลฯ เช่น เมื่อฤดูหนาวเริ่มต้น ในราวเดือน ตุลาคม จนถึงเดือนมีนาคม เราจะสังเกตเห็นนกบางชนิดที่แปลกหน้า และไม่ค่อยคุ้นเคย ที่เรียกว่านกย้ายถิ่นในฤดูหนาว (Winter visitors)มาปรากฏอยู่ละแวกบ้าน และที่ต่างๆ เช่น นกนางแอ่นบ้าน (Barn Swallow) ซึ่งมาถึงเมื่อต้นฤดูหนาว และนกจับแมลงอกแดง (Red-breasted Flycatcher) เป็นต้น นกย้ายถิ่นเหล่านี้ เป็นสัญลักษณ์ของความหนาวเย็นที่กำลังเคลื่อนลงมาจากตอนบนของทวีปเอเชีย เราจะไม่พบนกเหล่านี้ในปลายฤดูร้อนหรือในต้นฤดูฝน ส่วนนกที่ทำรังวางไข่ และพบได้ตลอดทุกฤดูกาล เราเรียกว่านกประจำถิ่น (Residents)นี้
มื่อใดที่มองเห็นนกน้ำ เช่น นกอีโก้ง หรือฝูงเป็ดแดง บินมุ่งหน้าไปทางทิศใด ย่อมหมายถึงว่ามีแหล่งน้ำอันอุดมสมบูรณ์อยู่ในทิศนั้น นกเงือกเป็นนกขนาดใหญ่ ต้องทำรังในโพรงไม้ ขนาดใหญ่ การได้พบเห็นนกเงือกในป่านั้น ย่อมหมายถึงผืนป่ายังมีความสมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่ และมีพื้นที่กว้างใหญ่ พอควรแก่ฝูงนกเงือกที่จะอาศัยได้
ระเทศไทยจะสามารถพบนกอพยพเหล่านี้ได้ประมาณหนึ่งในสามของนกทั้งหมดที่พบได้ในประเทศไทยประมาณ 940 ชนิดนกที่นำเสนอในบทความในวันนี้ได้แก่ นกกระเต็น ซึ่งมีอยู่ทั่วโลก ยกเว้นบริเวณขั้วโลก และเกาะบางเกาะที่อยู่ห่างแผ่นดินใหญ่มาก ลักษณะของนกกระเต็น รูปร่างอ้วนป้อม หัวโต คอสั้น ปากใหญ่ตรงและปลายแหลม ขาสั้นเล็ก สีสันสดใสทั้งตัว ประกอบด้วยสีเขียว น้ำเงิน แดง น้ำตาล และขาว นกกระเต็นบินเร็ว ตรง กระพือปีกถี่มาก สลับด้วยการร่อนระยะสั้น ๆ มักส่งเสียงร้องขณะบิน แต่เสียงไม่เพราะ ส่วนใหญ่ทำรังในดินตามตลิ่ง ริมฝั่งน้ำ โดยใช้ปากเจาะรู แล้วใช้เท้าเขี่ยดินออก รูลึกมาก 1-3 เมตร วางไข่ครั้งละ 5-8 ฟอง ใช้เวลาฟัก 18-24 วัน ทั้งคู่ผลัดกันฟักไข่ ลูกนกมีอายุ 3-4 สัปดาห์ จึงออกจากรัง แต่ยังอยู่ในความเลี้ยงดูและดูแลของพ่อแม่นก ในประเทศไทยพบนกกระเต็นอยู่ 13 ชนิด เป็นนกอพยพตามฤดูกาล 5 ชนิด
นกกระเต็นน้อยธรรมดามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alcedo atthis ซึ่งหมายถึง นกที่มีรูปร่างลักษณะสวยงาม พบครั้งแรกที่ประเทศ อียิปต์ ทั่วโลกมีทั้งหมด 8 ชนิดย่อย พบในประเทศไทย 1 ชนิดย่อยคือ Alcedo atthis bengalenis Gmelin ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงมาจากสถานที่พบชนิดย่อยนี้ครั้งแรก คือรัฐเบงกอล ประเทศอินเดียลักษณะ เป็นนกขนาดเล็ก ยาว 16 - 17 ซ.ม. ปีกสั้นกว่า 8 ซ.ม. ลำตัวด้านบนมีสีเขียวแกมน้ำเงินเข้ม ขนบริเวณหูสีน้ำตาลเหลือง หลัง ตะโพก และขนคลุมขนหางด้านบนสีน้ำเงินสด ปากสีดำ บางตัวโคนขากรรไกรล่างเป็นสีแดง ลำตัวด้านล่างเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง คอหอยสีขาว หากิน และอาศัยตามแหล่งน้ำ เช่นลำคลองหนอง บึง บ่อ ทะเลสาบ และ ยังพบได้ตามทุ่งโล่ง ป่าชายเลน ชายหาด และป่าดงดิบแล้งใกล้แหล่งน้ำ มักพบอยู่โดดเดี่ยวไม่รวมฝูง หากินเวลากลางวัน โดยจะเกาะอยู่ตามกิ่งไม้แห้ง ตอไม้ ในแหล่งน้ำ เพื่อคอยจับปลา ลูกอ๊อด และแมลงในน้ำ เมื่อพบเหยื่อมันจะบินโฉบใช้ปากคาบเหยื่อ หรือบางครั้งลำตัวของมันจะจมลงไปในน้ำด้วย เมื่อได้เหยื่อมันจะกลับมาเกาะตรงที่เดิม แล้วจึงกลืนกิน หากเหยื่อเป็นปลามันจะหันทางด้านหัวปลาเข้าปาก หากยังไม่อิ่มก็จะคอยจ้องจับเหยื่อต่อไป นกกระเต็นน้อยธรรมดาจัดเป็นนกอพยพเข้ามาหากินในเขตประเทศไทย และยังไม่มีการรายงานพบการทำรังวางไข่ในประเทศไทย สำหรับรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศอินเดียจะเริ่มผสมพันธุ์กันในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือน มีนาคม ถึง พฤษภาคม ทำรังรังตามริมฝั่งลำคลองหรือ เนินดิน ทั้งสองเพศช่วยกันใช้ปากขุดดินให้เป็นโพรงโดยใช้นิ้วและเล็บช่วย และไม่ใช้วัสดุรองก้นรัง ไข่มีรูปร่างค่อนข้างกลม สีขาวเป็นมัน รังมีไข่ 5 - 7 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ ใช้เวลาประมาณ 19 - 21 วัน ลูกนกแรกเกิดไม่มีขนปกคลุมลำตัวและยังไม่ลืมตา นกกระเต็นน้อยธรรมดาจัดเป็นนกอพยพที่พบได้บ่อย และมีปริมาณมากทั่วทุกภาค สำหรับนกกระเต็นในส่วนที่เหลือมีดังต่อไปนี้ นกกระเต็นขาวดำใหญ่ พบทางภาคเหนือ และภาคตะวันตก พบเห็นได้ยาก นกกระเต็นปักหลัก พบตามแหล่งน้ำใหญ่ ๆ ในทุกภาค เว้นภาคใต้ นกกระเต็นน้อยหลังสีน้ำเงิน นกกระเต็นน้อยสามนิ้ว พบตามแหล่งน้ำในป่าทุกภาค เว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นกกระเต็นน้อยแถบอกดำ พบตามลำธารในป่าภาคใต้ พบไม่มากนัก นกกระเต็นลาย พบตามป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ และป่าไผ่ ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบเห็นได้ง่าย นกกระเต็นสร้อยคอสีน้ำตาล พบตามป่าที่ราบต่ำภาคใต้ พบเห็นน้อย นกกระเต็นใหญ่ปากสีน้ำตาล พบตามป่าชายเลนฝั่งทะเลอันดามัน ที่มีต้นไม้ใหญ่ พบเห็นได้ยาก นกกระเต็นกำกอม หรือนกกระเต็นใหญ่ พบทั่วไปในทุกภาค นกกระเต็นแดง พบทางภาคใต้และภาคตะวันออก ตามป่าชายเลน บางส่วนเป็นนกอพยพ นกกระเต็นอกขาว พบทั่วไปในทุกภาค ชอบเกาะตามสายไฟที่อยู่ชานเมือง นกกระเต็นหัวดำ พบทั่วทุกภาค เป็นนกอพยพ